Thursday, 3 March 2011

My sister story Episode3 ชีวิตของฉัน ตอนที่3

    เมื่อเสียงปืนสงบลงก็มีเสียงเลื่อยยนต์เสียงไม้ล้มเข้ามาแทนที่ ไม่นานนักป่าดงมูลก็กลายเป็นไร่มันสัมปะหลังและไร่ข้าวโพด ตากับยายซื้อที่ดินได้แปลงหนึ่งอยู่ท้ายหมู่บ้าน มีเนื้อที่ 6 ไร่ สมัยโน้นที่ดินถูกมาก 6 ไร่แค่หกพันบาท แต่ตอนนั้นข้าราชการครูยังได้เงินเดือนไม่ถึงเดือนละ 200 เลยนะ (คุณยายเป็นคุณครู) ที่ดินแปลงนั้นก็คือที่ตั้งของบ้านที่ฉันอยู่ในปัจจุบันนี้ และในตอนนี้ราคาของมันก็ถีบตัวขึ้นสูงเป็นไร่ละ 50,000 บาท แผ่นดินเป็นสิ่งที่มีค่าเสมอ ตาบอกว่าเราเป็นเกษตรกรเราต้องอยู่กับที่ดิน เราทิ้งที่ดินไม่ได้ แผ่นดินเป็นของเราและเราก็เป็นของแผ่นดิน

       หลังจากที่คุณตาซื้อที่ดินแปลงนั้นมาได้ ก็ปรับที่ดินส่วนหนึ่งเป็นลานกว้างเอาไว้รับซื้อมันสำปะหลังจากชาวบ้านแล้วนำมาตากแห้งส่งไปยังโรงงานแปรรูปมันสัมปะหลังที่อยู่ในตัวอำเภอ จากนั้นไม่นานพ่อกับแม่ก็ได้แต่งงานกัน เป็นการแต่งานที่เกิดจากการเห็นชอบของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย แต่โดยความสมัครใจของบ่าวสาวหรือไม่ก็ไม่ได้ถาม หลังแต่งงานได้ 1 ปีแม่ก็ตั้งท้องพี่สาวของฉัน กิจการรับซื้อมันสำปะหลังก็ไปได้ดี พ่อกับแม่จึงได้ซื้อเครื่องสีข้าวโพด มารับซื้อข้าวโพดจากชาวบ้าน โดยซื้อแบบฝักแห้งๆแล้วนำมาสีแยกเอาแต่เมล็ดแห้งๆไปขายให้โรงงานทำอาหารสัตว์ ในสมัยนั้นนอกจากข้าวที่เป็นอาหารหลักแล้ว พืชเศรษฐกิจที่นิยมปลูกกันแทบทุกหลังคาเรือนคือมันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จำไม่ได้แล้วว่าเป็นพันธุ์อะไร รู้แต่ว่าเมล็ดมันแข็งมากแม้จะเอามาต้มแล้วก็ยังไม่มีปัญญาจะกินเพราะมันแข็งมากๆ (จำได้ว่าตอนที่เล็กเกิดภัยแล้ง ข้าวยากหมากแพงก็เอาข้าวโพดที่ว่ามาฝานบางๆคลุกปนกับข้าวเหนียวนึ่งกินเป็นข้าวไปด้วยกัน บางวันก็ออกไปขุดหาหัวเผือกหัวมันมากินแทนข้าว)
 
      ทุกอย่างก็ดำเนินไปได้ด้วยดี จนพี่สาวอายุได้ 2ขวบ ฉันก็ยังไม่มาเกิด พ่อกับแม่ก็เลยกังวลใจกลัวว่าจะมีลูกแค่คนเดียว พ่อกังวลมากกว่าแม่ซะอีก ใส่บาตรพระทุกวันขอให้มีลูกอีก จน พ.ศ.2529 ไฟฟ้าเข้าหมู่บ้าน พร้อมกับการตั้งท้องของแม่ เลยแยกไม่ออกว่าดีใจที่ฉันมาเกิดหรือว่าดีใจที่ไฟฟ้าเข้าหมู่บ้านกันแน่ แต่ฉันก็คิดแบบเข้าข้างตัวเองว่าพ่อก็ต้องดีใจที่ฉันมาเกิดสิ ตอนที่ฉันอยู่ในท้องแม่ประมาณ 6 เดือน ที่บ้านก็เริ่มสร้างโรงสีข้าว รับซื้อข้าวเปลือกมาสีเป็นข้าวสารออกขายตามหมู่บ้าน แม่บอกว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่แม่ทำงานหนักมาก ทั้งจะทำบัญชีซื้อขายข้าว บางวันแม้ต้องเข็ญรถเข็ญบรรทุกข้าวเปลือกสอบละร้อยกิโลกรัมขึ้นไปสีเอง เพราะคนงานไม่พอ พ่อก็ออกไปรับซื้อมันสำปะหลังที่ไร่ของชาวบ้าน กลับถึงบ้านก็มืดค่ำ บางวันต้องนอนค้างที่ไร่มันสำปะหลัง ที่บ้านจึงเหลือแค่แม่กลับพี่สาวของฉันที่ยังเล็ก แต่ก็ยังโชคดีอยู่บ้างที่ครอบครัวของน้ามาจากขอนแก่นมาอยู่เป็นเพื่อนแม่ ไม่อย่างนั้นแม่คงได้ทำงานหนักจนถึงวันที่ฉันลืมตาดูโลกเป็นแน่
     เช้าวันที่จันทร์ที่ 15 กันยายน 2529 แม่เริ่มเจ็บท้อง พ่อพาแม่ไปโรงพยาบาลก่อนแล้วให้น้าพายาย พี่สาวของฉันและญาติๆตามไปที่หลัง ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แม่เจ็บท้องคลอดนานมาก จนสองทุ่มแล้วก็ยังไม่คลอด นายแพทย์ที่ทำคลอดให้ออกมาถามยายว่า จะเลือกแม่หรือเลือกลูก เพราะถ้าหากใช้คีมช่วยคลอดไม่ได้ผลต้องผ่าตัด ยายของฉันจึงตอบออกไปว่า เลือกแม่ (ตอนแรกที่รู้ก็น้อยใจนะแต่พอคิดมาคิดไปคิดไปคิดมาหลายตลบก็พบว่ายายคิดถูกแล้ว) และแล้วเมื่อเวลา ยี่สิบนาฬิกายี่สิบนาที ก็มีเสียงเด็กร้องลั่นโรงพยาบาล และร้องอยู่นานทีเดียวเพราะแม่สลบ กว่าแม่จะฟื้นฉันก็แหกปากร้องลั่นห้องพักหลังคลอดจนพยาบาลที่นั้นเบื่อจะอุ้มแล้ว เพราะอุ้มยังไงก็ไม่หายร้อง แม่บอกว่าตอนที่แม่ฟื้นขึ้นมา ได้ยินเสียงฉันร้องแต่แม่กลับคิดว่าเป็นเสียงลูกของคนอื่นเลยไม่ได้สนใจ พอพยาบาลรู้ว่าแม่ฟื้นก็ไปตามยายมาดูฉันกับแม่(ถ้าแม่เด็กยังไม่รู้สึกตัวพยาบาลที่ตึกหลังคลอดจะไม่ให้ญาติเข้ามาโดยเฉพาะในยามวิกาล เพราะกลัวว่าจะเป็นพวกมิจฉาชีพมาขโมยเด็ก) ยายคงเห็นว่าฉันร้องไม่หยุดเลยบอกแม่ให้อุ้มฉัน รู้ไหมแม่ตอบไปว่าไง แม่บอกว่า บอกให้ลุงฉันโน้นมาอุ้มเอา ยกฉันให้ลุงแล้วเหนื่อยไม่เอาแล้ว (น้อยใจรอบที่สอง แงแง แม่นะแม่ หนูเป็นลูกนะ)ยายก็เลยอุ้มฉันเองซะเลยไม่รู้ว่าเป็นเพราะสายสัมพันธ์ของสายเลือดเดียวกันหรือเป็นเพราะแหกปากร้องไห้มานานจนเหนื่อยหรืออย่างไรไม่อาจทราบได้ ฉันก็หลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมแขนของยาย ทีพยาบาลสาวๆมาอุ้มดันไม่หยุดร้อง
 
    บรรยายฉากเกิดตัวเองซะนานทีของพี่สาวกับไม่เขียนถึง เพราะพี่สาวคลอดง่ายมากเลยไม่มีใครพูดถึง ไม่เหมือนดิฉันไปบ้านญาติทีไร โดยเฉพาะผู้ที่รู้เห็นเหตุการณ์ในการถือกำเนิดของฉัน จะเล่าเรื่องตื่นเต้นของฉันกันร่ำไป จนฉันจำได้ ชิงเล่าแทนก็หลายครั้ง ยายก็จะเอานิ้วมาจิ้มที่หน้าผากแล้วบอกว่า ทำเป็นรู้ดี เป็นไงบ้างคะ กว่าจะเกิดมาเป็นคนได้นี้ยากลำบากใช่ย่อย และกว่าจะเติบโตจนมาเป็นพยาบาลได้นี้ยังมีเรื่องยุ่งๆอีกเยอะ แล้วจะมาเล่าให้ฟังนะคะ (จบตอน3)

My sister story Episode2 ชีวิตของฉัน ตอนที่2

เมื่อฉันยังเป็นเด็ก แม่เล่าให้ฟังว่า สมัยแม่เป็นสาวหมู่บ้านแถวนี้เป็นดงคอมมิวนิสต์ เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้ก่อการร้ายปะทะกันบ่อยมาก บางคืนก็มีเรือบินบินวนไปวนมารอบๆหมู่บ้าน ใครที่มีบ้านมุงหลังคาด้วยสังกะสีต้องเอาทางมะพร้าว มามุงทับเพื่ออำพรางไม่ให้คนบนเรือบินรู้ว่าข้างล่างมีบ้านคน แต่แม่ก็บอกว่าถึงเจ้าหน้าที่จะรู้ว่าเป็นที่นี้เป็นหมู่บ้านก็ไม่น่าจะเป็นอะไร เพราะคนที่เป็นคอมมิวนิสต์จริงๆเขาไม่ได้อยู่ในหมู่บ้าน พวกเขาเข้าไปอยู่ในป่า นานๆจะออกจากป่าเพื่อมาหาซื้อเสบียง ขอย้ำว่าออกมาซื้อ พวกสหาย(เป็นคำที่ชาวบ้านใช้เรียกสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์)ไม่เคยเอาเปรียบชาวบ้าน ไม่เหมือนเจ้าหน้าที่รัฐที่เอาแต่กินฟรี มีแต่เอารัดเอาเปรียบชาวบ้าน
              เมื่อกลุ่มสหายมาหาซื้อเสบียงเสร็จก็จะเข้าป่าไปหายไปเป็นเดือนๆ บ้างครั้งครอบครัวของคนที่เข้าร่วมเป็นสหาย ก็จะเข้าป่าเอาเสบียงไปส่ง แต่ช่วง สองสามปีก่อนป่าแตก เขาห้ามไม่ให้ญาติเข้าป่าไปส่งเสบียงเพราะอันตรายเกินไปและอาจเสียลับได้ เพราะจะมีคนของทางการแอบแฝงเข้าไปในกลุ่มญาติ แล้วส่งข่าวบอกทางการ  การต่อสู้ระหว่าง ผกค.(ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์) กับเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ดำเนินไปเรื่อยๆ จนเกิดเหตุการณ์เผาโรงพักและบ้านพักของตำรวจทำให้ลูกเมียของเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตไปหลายราย (ได้ฟังแล้วไม่แปลกใจเลยที่รู้สึกว่ามันเป็นโรงพักผีสิง)หลังจากนั้นไม่นานก็มีการตัดถนนจากอำเภอที่ฉันอยู่ไปอีกอำเภอหนึ่งที่มี ผกค.ชุกชุมพอๆกันกับปลากุ่มในลำน้ำปาว
            ถนนสายนี้กว่าจะสร้างเสร็จก็สิ้นเปลืองชีวิตทั้งของเจ้าหน้าที่และคนที่มาทำถนนไปเยอะเหมือนกัน เพราะระหว่างตัดถนนก็มีการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ ผกค.ไปด้วย เรียกว่าคนมีหน้าที่ทำถนนก็ทำไป คนมีหน้าที่ยิงก็ยิงไป ใครโดนกระสุนก็ตายไปเท่านั้น แม่บอกว่าไม่ต่างจากภาคใต้ในตอนนี้เลย อาจแตกต่างตรงที่อาวุธไม่รุนแรงเท่า อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่เผาโรงเรียน พวกเขาต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม เมื่อถนนเสร็จเจ้าหน้าที่ก็หลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่มากมายแต่ไม่ได้กลับออกไปก็เยอะแยะ เพราะพวกเขาไม่รู้จักพื้นที่ พวกเขาไม่รู้จักป่า พวกเขาไม่รู้ว่า ต้นไม้ที่พวกเขามองเห็นมีคมกระสุนรอปลิดชีวิตพวกเขาอยู่
            อำเภอของฉันจึงถูกประกาศให้เป็นพื้นที่ที่ล่อแหลมต่อความมั่นคงของชาติ ต้นไม้ที่อยู่บนภูเขาจึงกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ความมั่นคงของชาติคลอนแคลน (คิดว่าคงเป็นมุมมองของรัฐบาลในสมัยนั้น)จึงได้มีกลุ่มนายทุนเข้ามาสัมปทานตัดไม้ ในป่าไม้ของเรา จนภูเขาทั้งสองลูกของเรากลายเป็นภูหัวโล้น (ตอนฉันอยู่ประถมภูเขาทั้งคู่ยังหัวโล้นอยู่ แต่ปัจจุบันเริ่มจะมีผมขึ้นมาบ้างแล้ว) กลุ่มผกค.ที่อยู่ในสองอำเภอนี้จึงย้ายไปอยู่ที่ภูพานบ้าง ภูหินตั้งบ้าง ตามอัธยาศัย เสียงปืนที่เกิดจากการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับ ผกค.ดังอยู่ไม่นาน ก็เข้าสู่ช่วงเวลาป่าแตก (จบตอนที่สอง)








http://deathmoon.exteen.com/20110211/entry

My sister story Episode1 ชีวิตของฉัน ตอนที่1

อันนี้เป็นเรื่องราวชีวิตของน้องสาวค่ะ เอามาจากไดอารี่บล๊อกของน้องสาวเอง น้องสาวลี่ทำงานเป็นพยาบาลอยู่ประจำที่สถานีอนามัยประจำตำบล ที่บ้าน คือ จังหวัดกาฬสินธ์

my sister story, now my sister work in Sanitarium Thailand she is a nurse .


ฉันเกิดที่ขอนแก่น เติบโตที่กาฬสินธุ์ แล้วโบยบินไปเรียนที่นนทบุรี
ฉันมีตัวตนพร้อมลมหายใจครั้งแรกที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น จากนั้นไม่นานก็เดินทางมาที่จังหวัดกาฬสินธุ์ มาอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งเพื่อเติบโต และจากนั้นไม่กี่ปีฉันก็ต้องเดินทางไปเป็นนักศึกษาที่จังหวัดนนทบุรี
ณ หมู่บ้านเล็กๆของฉัน มีมีหลากหลายวัฒนธรรมที่ฉันได้เรียนรู้ ฉันมีเพื่อนบ้านที่มาจากหลายจังหวัด เช่น สุรินทร์ ร้อยเอ็ด นครราชสีมา และที่ไกลกว่าใครเพื่อน คือเพื่อนบ้านที่ข้าแม่น้ำโขงมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อนบ้านของฉันรวมทั้งพ่อแม่ของฉันต่างก็มีเหตุผลที่ทำให้ต้องเดินทางจากบ้านเกิดเมืองนอนมายังที่เมืองนี้ก็คือ “ที่เดิมแห้งแล้งกันดารเพาะปลูกไม่ได้” และได้ยินคำเล่าขานว่าที่แห่งนี้อุดมสมบูรณ์ ดังคำพังเผยที่ว่า
“กาฬสินธุ์นี้ดินดำน้ำซุ่ม   ปลากุ่มบ้อนคือแข้แกว่งหาง ปลานางบ้อนคือขางฟ้าลั่น       จั๊กจั่นฮ้องคือฟ้าล่วงบน”  นี้เป็นคำพังเผยที่แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ ของเมืองกาฬสินธุ์ จากปากต่อปาก จึงทำให้คนที่มาจากดินแดนที่แห้งแล้ง ไร้ซึ่งความหวังในบ้านเกิดของตนได้อพยพกันมาที่หมู่บ้านแห่งนี้
        ครอบครัวของฉันก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องการความเป็นอยู่ที่ดีกว่า เมื่อแหล่งทำกินเดิมที่ขอนแก่นน้ำท่วมบ่อยครั้ง ทำนาไม่ได้ เมื่อสามสิบปีที่แล้วตากับยายจึงเดินทางมาที่หมู่บ้านแห่งนี้ โดยที่ยังไม่รู้ว่าบ้านใหม่จะเป็นอย่างไร จะอุดมสมบูรณ์จริงดังคำร่ำลือหรือไม่ แต่สิ่งที่ตากับยายรู้ก็คือ เรายังมีความหวัง เราหวังว่าจะต้องเจอสิ่งที่ดีกว่า (จบตอนที่๑)
( ปลากุ่มและปลานางในคำพังเพยนี้ ได้แก่ปลาน้ำจืดสองชนิด ปัจจุบันยังพบอยู่ในลำน้ำดอกไม้และเขื่อนลำปาว

       ปลากุ่ม เป็นปลาสร้อยเกล็ดถี่ เกล็ดเล็กบางและมีสีน้ำเงินเป็นประกายเมื่อต้องแสงแดด มักอยู่รวมกันเป็นฝูง เวลาโผล่มาฮุบอากาศหรือเหยื่อจะมีเสียงดังเหมือนจระเข้ฟาดหาง 
       ส่วนปลานาง หรือปลาแดง เป็นปลาในตระกูลปลาเนื้ออ่อน ไม่มีเกล็ด ลำตัวแบนเรียวยาว ต้นหางโค้งงอเล็กน้อย ตอนหัวกว้าง มีหนวด 4 เส้น ยาวประมาณ 60 เซนติเมตรในอดีตมีอยู่ชุกชมและตัวโตเวลาที่มันโผล่หัวมาฮุบอากาศบนผิวน้ำพร้อมกันจะเสียงดังเหมือนฟ้าผ่า

ส่วนนี้คือตัวจั๊กจั๊น เกาะอยู่ตามต้นไม้ ก็เอาไม้ที่มียางขนุขไปตบที่ั่ตัว จั๊กจั๊นก็จะติดมา เราก็นำมาประกอบอาหาร ได้มาสัก สี่ ห้าตัว มาก้อยใส่กับมะม่วงป่า บางคนก็เอามาคั่วใส่เกลือกินกับข้าว เป็นอาหารคนยาก
       จั๊กจั๊น เป็นแมลงชนิดหนึ่ง มักจะอยู่ในป่า แล้วพอถึงฤดูผสมพันธุ์เราจะได้ยินเสียงของจั๊กจั๊นดังก้องป่า เวลาจะจับ เราเรียกว่าไป ตบจั๊กจั๊น จะใช้ไม่ไผ่หรือไม้อะไรก็ได้ที่มีลักษณะเรียวๆยาวๆ เอาไปแตะกับยางขนุนที่เหนียวๆ แล้วเอาไปตีที่ตัวจั๊กจั๊น ตัวจั๊กจั๊นก็จะติดที่ปลายไม้มา เราก็เอามาใส่ไว้ในข้อง (ภาชนะที่สานด้วยไม้ไผ่ มีฝาปิด)   
       ทั้งปลากุ่มและปลานาง ที่เคยมีอยู่ชุกชุมตามลำน้ำทั่วไปของกาฬสินธุ์ ชาวบ้านได้จับมาปรุงเป็นอาหารหลากชนิด แม้จะมีปริมาณไม่มากเท่าแต่ก่อน แต่ในความทรงจำของชาวเมือง ปลา) กุ่มและปลานาง คือสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ของข้าวปลาอาหารของเมืองกาฬสินธุ์มาแต่โบราณ ส่วนจั๊กจั๊นนั้นในอดีตมีอยู่มากในป่าที่อยู่ใกล้หมู่บ้าน  เมื่อมันร้องพร้อมๆกัน(ที่จริงเป็นเสียงที่เกิดจากการกระพือปีกแบบเร็วๆจนเกิดเสียง)เสียงจึงดังมากเหมือนเสียงฟ้าร้อง )

ปลานาง

Tuesday, 1 March 2011

Mae Rim Yi Peng Festival

Yi Peng Festival
Yi Peng Festival




In the Northern Thai provinces that were once part of the ancient Lanna Thai kingdom, the Yi-peng Northern Lantern Festival is still being celebrated. Tubular lanterns, resembling hot air balloons, are lit and released into the night sky as an offering the Lord Buddha. As hundreds of illuminated lanterns drift into infinity, this conjures the same sense of wistful closure as the krathong float downstream.


An amazing procession of hanging lanterns, Krathong design contest, Miss Yi Peng beauty contest, light and sound presentation in Ping River, the ancient Thai Lanna Krathong activities, local cultural performances, and local handicrafts market in Lanna style.



Yi Peng Festival


Yi Peng Festival
Yi Peng Festival
Yi Peng Festival
Yi Peng Festival
Yi Peng Festival
Yi Peng Festival

 















http://www.thaifestivalblogs.com/festivals-of-thailand/yi-peng-festival.html

CHIANG RAI Mae Fah Luang flower garden Thailand

Mae Fah Luang flower garden

CHIANG RAI Mae Fah Luang

My cousin went to Chiang Rai Mae Fah Luang flower garden Thailand ,he told me  ''I love gardens and the Mae Fah Luang garden is absolutely lovely and amazing. people lookafter gardens told me that winter and summer flowers are very different. I would love to visit again in summer, however, it is much nicer to admire and enjoy the garden in winter''  ohh when i hear he said make me want to come as well .


Mae Fah Luang flower garden
Mae Fah Luang flower garden
Mae Fah Luang flower garden